คำถามสุดท้ายของปี จากเด็กชายหลังห้อง

เรื่องราวน่ารักของคุณครูกับนักเรียนตัวน้อยชั้น ป.1
ที่สร้างพลังใจดีๆให้กันและกัน

ขอบคุณ คุณครูนฤตยา ถาวรพรหม (ครูต้อง) ที่แบ่งปันบทความนี้นะคะ♥️

วันนี้ครูประจำชั้นชักชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งชื่อกิจกรรมนี้ฉันเรียกตามเด็กชายคนหนึ่งที่เขาสะท้อนความรู้สึกหลังทำกิจกรรมให้เพื่อนๆ ฟังว่า “นี่มันเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่” กิจกรรมที่ว่าคือ การชวนเด็กๆ มาพูด ขอบคุณ ขอโทษ หรืออวยพรกันและกัน หากอยากจะพูดกับใคร เราจะค่อยๆ เดินไปหาคนๆ นั้น แล้วตั้งใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจของเราออกมา
ฉันผู้นั่งสังเกตการณ์อยู่ด้านหนึ่งของห้อง รู้สึกดีที่ได้เห็นเด็กๆ บอกขอบคุณ ขอโทษ และชื่นชมกันและกันก่อนที่เราจะก้าวไปสู่ปีใหม่ที่จะถึง แล้วเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ๆ ไปด้วยกัน

แล้วอยู่ๆ เด็กชายคนหนึ่งก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง และตั้งใจเดินมาหยุดที่ฉัน โดยที่เขาไม่ได้แวะคุยกับเพื่อนคนไหนเลย….

เด็กชายผู้ที่พูดน้อย ไม่ค่อยพูดคุยกับเพื่อนหรือครู เขาไม่ค่อยยิ้มหรือออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ กับเพื่อนมากนัก เขาเป็นคนเงียบๆ และแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน เขาจะไม่ชอบการออกมาพูดหรือบอกเล่างานของตัวเองให้ใครฟัง สิ่งที่เขาชอบทำคือการนั่งอ่านหนังสือ และวาดรูป เขามีสมุดวาดรูปส่วนตัวอยู่เล่มหนึ่ง และจะหยิบมันออกมาทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ

นี่เป็นภาพคุ้นตาที่ฉันมองเห็นเขาอยู่เสมอ เขาไม่ค่อยคุยกับฉันมากนัก แต่พักหลังมานี้เขาเข้ามาคุยกับฉันบ้าง และประโยคที่เขาพูดกับฉันบ่อยที่สุด คือ

“…ผมอยากฟังนิทานจากครูต้องครับ ถ้าผมตั้งใจทำงาน เสร็จแล้วเล่าให้ฟังได้มั้ย…..”

ขณะที่เขาเดินมุ่งหน้ามาทางฉันนั้น ในใจของฉันคิดได้ว่า เขาคงเข้ามาขอบคุณที่ฉันเล่านิทานให้ฟังแน่ๆ เลย และอีกใจหนึ่งก็รู้สึกแปลกใจ ที่คนพูดน้อยอย่างเขาจะกล้าหาญลุกขึ้นมาบอกความรู้สึกบางอย่างกับใครสักคน แต่ฉันกลับคิดผิด… เขายืนอยู่ต่อหน้าฉัน โดยที่ไม่ได้พูดคำขอบคุณ ชื่นชม หรือขอโทษ แต่เขาเอ่ยคำถามอย่างฉะฉานว่า

“ผมมีคำถามที่อยากรู้และอยากถามครูต้องครับ…”

….ฉันยิ่งรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยิ้มรับด้วยสายตา แล้วบอกว่า ครูจะตั้งใจฟังและตั้งใจตอบสิ่งที่หนูอยากรู้….

“ผมอยากรู้ว่า ทำไมครูต้องถึงอยากจะเป็นครู และมาเป็นครูครับ?”

แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ทำให้รู้สึกถึงความประหม่า แต่เขาจ้องมองมาที่ฉัน เราสบตากัน ฉันรับรู้ได้ถึงความจริงใจที่เขาอยากรู้จริงๆ

คำถามนี้ เป็นคำถามส่งท้ายปี ที่คล้ายกับเป็นการเปิดประตูมิติภายในเสี้ยวเวลานั้น ทำให้ฉันได้ย้อนเวลาเพื่อทบทวนตัวเอง กลับไปในก้าววันแรกของการตัดสินใจเป็นครู ที่ฉันเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองเช่นเดียวกัน ภาพความทรงจำต่างๆ มากมายตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นในห้วงเวลาเล็กๆ นั้น แล้วน้ำตาแห่งความปิติก็เอ่อล้นขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

…ฉันสบตาเขา แล้วตั้งใจอย่างดีที่สุดที่จะตอบคำถามนั้น…

“ที่ครูต้อง เลือกจะเป็นครูก็เพราะว่า การเป็นครูจะทำให้เราได้เก็บรักษาความทรงจำวิเศษสุดในช่วงวัยเด็กของเราเอาไว้ ทุกๆ วันของการทำงานครู

ครูต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มาสอนหนังสือเลย แต่ครูต้องรู้สึกเหมือนได้มาเล่น มาสนุกกับเพื่อนที่ตัวเล็กกว่า ได้ยิ้ม ได้หัวเราะกับเด็กๆ ได้แบ่งปันเรื่องราววัยเด็กที่ทำอะไรเปิ่นๆ ให้เพื่อนๆ ฟัง และมีความสุขที่จะได้ฟังเด็กๆ เล่าเรื่องราว หรือสิ่งต่างๆ ที่พบเจอมาให้ครูต้องฟังทุกๆวัน ครูต้องคิดว่าการเป็นครูนี้สุดแสนจะมีความสุข อาชีพนี้ช่างเป็นงานที่สนุกเสียจนทำให้ครูต้องอยากมาโรงเรียนทุกวันเลยค่ะ “
เขายืนฟังนิ่งและไม่ได้ตอบอะไรออกมาเลย แต่เลือกเดินกลับไปเงียบๆ ขณะที่เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้ของตัวเอง เขาหันกลับมาเพื่อสบตาฉัน 2-3 ครั้ง หน้ากากที่ปิดบังใบหน้าเขาอยู่ทำให้ฉันไม่รู้ว่าเขาแสดงสีหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้นั้น คือแววตาเปล่งประกายที่ส่งกลับมา หลังจบกิจกรรม ครูประจำชั้นตั้งคำถามว่าวันนี้ใครรู้สึกมีความสุขหรือประทับใจบ้าง เด็กชายยกมือขึ้น เขายกทั้งสองมือชูสูงขึ้น จนครูประจำชั้นสังเกตเห็นเขาที่ยกมือแสดงความรู้สึกนั้นออกมา จึงรีบถามเขาไปว่า หนูมีความสุขเพราะอะไร เขาเดินออกไปกระซิบเสียงเบากับคุณครูประจำชั้น “ผมได้คำตอบจากครูต้องครับ….”

ขอบคุณคำถามดีๆ จากหนู ที่ช่วยย้ำเตือนเป้าหมายแรกของการเป็นครูให้กับครูต้องนะคะ….

ข้อมูล ณ วันที่ 7 มกราคม 2565