เมื่อภาษาอังกฤษคือ “ประตูสู่โลก”

และการรู้จักตัวเอง เสียงจากนักเรียนเพลินพัฒนา

การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในห้องเรียน แต่ยังเกิดขึ้นในทุกโอกาสที่เด็ก ๆ ได้ออกไป

“ลอง” และ “วัดใจตัวเอง” หนึ่งในนั้นคือการเข้าร่วมการประเมินทักษะภาษาอังกฤษ NEPA

🏆 การแข่งขันสอบภาษาอังกฤษ NEPA

NEPA (National English Proficiency Assessment) คือ การแข่งขันสอบภาษาอังกฤษระดับประเทศ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมปลายจนถึงมัธยมปลาย พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ประเมินศักยภาพของตนเองและค้นหาความเป็นเลิศด้านภาษาอย่างรอบด้าน

ในปีนี้ มีนักเรียนเพลินพัฒนา 3 คนเลือกเข้าร่วมทดสอบ ได้แก่

เด็กหญิงธัญภัทร งานรุ่งเรือง (กอหญ้า) ชั้น 9 นางสาวพีรภาว์ กลัญชัย (น้ำมนต์) ชั้น 11

และ นางสาวมณินทร เลียงขจรเกียรติ (เอแคลร์) ชั้น 11

🏅 นักเรียนทั้งสามคนสามารถทำคะแนนได้ในเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป

และได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 1 ทุกคน

—————————————————–

🔸 จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เมื่อมีพื้นที่เปิดให้ลอง

  • (น้ำมนต์) รู้สึกสนใจและอยากลองทดสอบความสามารถของตนเอง
  • (ขณะที่เอแคลร์) มองการสอบครั้งนี้ว่าเป็น “ความท้าทายที่อยากลอง”
  • (ส่วนกอหญ้า) มองอย่างเรียบง่าย “หนูมองว่าเมื่อมีให้สอบ ก็ลองไปสอบ อยากรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่มีอะไรต้องเสีย มีแต่ได้กับได้”

แม้จะอยู่ต่างช่วงชั้น และมีเส้นทางความสนใจที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสามคนมีจุดร่วมสำคัญคือ “การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในแบบที่เป็นตัวเอง โดยไม่พึ่งการเรียนพิเศษ”

ดังนั้นการสอบ NEPA จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ ประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา รู้ว่าจุดไหนแข็ง และจุดไหนยังต้องพัฒนาโดยไม่แบกความคาดหวังเกินจำเป็น เพราะคะแนนไม่ได้บอกว่าใครเก่งที่สุด แต่บอกว่า “เรากำลังยืนอยู่ตรงไหน”

  • (น้ำมนต์) เมื่อทราบผลสอบ ก็รู้สึกพอใจกับคะแนนที่ได้รับ “เราไม่ได้ไปแข่งข้างนอกบ่อย ๆ พอได้เห็นคะแนนตัวเองก็รู้สึกพอใจ ที่สามารถแข่งขันกับคนอื่นจากนอกโรงเรียนได้อยู่”
  • (เอแคลร์) มองคะแนนอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง “หนูได้รู้ว่าจุดไหนที่เรายังอ่อนอยู่ เสียใจนิดหน่อย แต่พยายามเต็มที่แล้ว เป็นคะแนนที่สะท้อนตัวเราจริง ๆ”
  • (กอหญ้า) ผู้ซึ่งไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ตั้งแต่แรก กลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีค่าที่สุด คือ การรู้ว่าควรพัฒนาตนเองต่ออย่างไร กอหญ้ากล่าวว่า “หนูจะคิดว่าอยากให้ได้ดีกว่านี้ สำหรับหนูต้องรู้สึกแบบนี้เสมอ ไม่งั้นเราจะไม่พัฒนาตนเอง ถ้าได้มากกว่านี้ก็ดี ถ้ามีครั้งหน้าก็ทำให้ดีกว่านี้อีก”

😊 นอกจากนี้ กอหญ้าเป็นที่รู้จักในช่วงชั้นมัธยมในฐานะนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันหลากหลายเวที เพราะสำหรับเธอ การสอบไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็น จุดเช็กอินระหว่างทาง

“หนูอยู่ชั้น 9 และยังไม่แน่ใจว่าจะไปในเส้นทางไหน ดังนั้นอะไรแข่งได้ก็แข่ง เพราะมีโอกาสอาจจะเจออันที่ชอบ เจออันที่เอาไปใช้ได้”

คำตอบนี้ทำให้พี่ ๆ ชั้น 11 ทั้งสองคน ยิ้มและให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นว่า

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ ยังไงเดี๋ยวก็จะมีช่วงที่เราได้ค้นพบตัวเอง และเราก็สามารถเช็คตัวเองและยังเปลี่ยนได้ เช่น เราอาจจะเรียนอักษร แต่กลายเป็น investor ก็ได้นะ”

🔸 ภาษาอังกฤษในโลกที่ AI กำลังเติบโต

  • (น้ำมนต์) มองว่าภาษาอังกฤษช่วยให้ “ทันโลก” เข้าถึงข้อมูลจากต้นทาง ไม่ต้องรอการแปล “หนูคิดว่าบางครั้งสื่อไทยไม่ได้เอามาเผยแพร่ทุกเรื่อง ถ้าเราอ่านได้จากต้นทางเลย เช่นจาก BBC เราจะเข้าถึงสื่อที่หลากหลายและเจาะลึกมากกว่า แต่เมื่อเราไม่รู้ภาษาอังกฤษ มุมมองต่อการรับรู้ข่าวสารในโลกเราก็เหมือนถูกปิด ยากขึ้นที่เราจะได้รู้ลึกรู้จริง แต่ถ้าเรารู้ภาษาอังกฤษ เราไม่ต้องรอใคร เรารู้เองได้เลย”
  • (เอแคลร์) เชื่อว่าภาษาเป็นสิ่งที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ เพราะภาษาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ความรู้สึก และบริบทจริง “เราเรียนภาษา เราไม่ได้เรียนแค่ภาษา เราเรียนวัฒนธรรม เรียนรู้ผู้คนและมากกว่านั้นอีกค่ะ”
  • (ขณะที่กอหญ้า) มองลึกไปอีกขั้น ทั้งในมุมสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และการเรียนรู้จากมนุษย์สู่มนุษย์ “คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ แต่การใช้ AI ใช้พลังงานน้ำอย่างมหาศาล ทำให้โลกร้อนขึ้น หนูเลยพยายามไม่ใช้ AI ไม่รู้ว่าจะช่วยโลกได้มากน้อยแค่ไหน แต่อยากช่วย แล้วก็หนูคิดว่า ถ้าเราเรียนจาก AI เราไม่มีวันเก่งกว่า AI ได้ แต่ว่า เวลาเรียนกับครู ครูหลายคนอยากให้ศิษย์เก่งกว่าครู หนูเลยคิดว่าเรียนกับครูดีกว่าค่ะ

  • (เอแคลร์) บอกว่า “ภาษาเป็นประตูที่ทำให้เราเห็นโลกกว้างขึ้น”
  • (น้ำมนต์) ย้ำอีกครั้งว่า “การรู้ภาษาอังกฤษ ทำให้เรา catch up เรื่องราวในโลกนี้ได้หลายอย่าง”
  • (ส่วนกอหญ้า) มองว่าภาษาไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและการเคารพผู้อื่น “ภาษาอังกฤษ ถูกตั้งเป็นภาษากลาง for a reason เมื่อเขาหาเครื่องมือทำให้คนทั้งโลกคุยกันได้มาแล้ว และคนไทยเองก็ได้เครื่องมือนั้นมาแล้ว หนูมองว่าเราก็ใช้มันหน่อยละกัน เราได้โอกาสมา ดังนั้นเรียนไว้ก็ดีค่ะ แถมการที่เราพูดภาษาของเขาได้ เขาจะรู้สึกยอมรับและชื่นชมตัวตนของเรา เหมือนที่ชาวต่างชาติพูดภาษาของเราได้ เราก็รู้สึกแบบเดียวกัน”

💖 เพลินพัฒนา : พื้นที่ที่เปิดให้ค้นหาและเติบโต

  • (เอแคลร์) กล่าวว่า “ที่เพลินมีความโดดเด่น accent ที่หลากหลายดีค่ะ ซึ่งช่วยฝึกเราในเรื่อง listening ได้ดี”
  • (น้ำมนต์) เสริมมุมข้อสอบว่า “หนูรู้สึกว่าข้อสอบโรงเรียนเราท้าทายดี โตขึ้นก็ยากขึ้น มีความคล้ายข้อสอบข้างนอก ทำให้รู้สึกไม่ช็อกเวลาไปเจอ”
  • (กอหญ้า) สรุปภาพรวมไว้ว่า “ห้องเรียนแบ่งตามระดับ CEFR ซึ่งหนูว่าก็ดีแล้ว แล้วก็หลักสูตรที่เพลินเลือกเองได้ ยืดหยุ่นมาก ๆ ​ มีการทำเว็บไซต์โชว์ว่าถ้าอยากเข้าคณะนี้ ต้องเรียนวิชาอะไรในเพลิน แล้วบางอันที่คณะไม่ได้บังคับ แต่หนูไม่ได้อยากเรียน หนูก็ปรับเองเลยได้ ​ เรื่องครูหลากหลายสำเนียงก็มีข้อดีไปอีกแบบ ที่สำคัญคือครูมีความเข้าใจในฐานะคนที่เคยเรียนอังกฤษมาก่อนเหมือนเรา ครูเข้าใจความลำบากของคนเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากการเรียนจากเจ้าของภาษา แต่ถ้าเรียนกับครูคนไทยอย่างเดียว เราก็จะมีลิมิตด้านภาษา”

📍 บทส่งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของน้ำมนต์ เอแคลร์ และกอหญ้าอาจไม่ใช่เรื่องของ “ความเก่งที่สุด” แต่คือเรื่องของเด็กเพลินที่กล้าลอง กล้าสำรวจตัวเองในพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ท้าทาย ค้นพบศักยภาพของตนเองรายบุคคล พร้อมได้รับการผลักดัน ปั้นแต่ง และขัดเกลาอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่รั้วมหาวิทยาลัยและโลกการทำงานในอนาคต

😊 และนี่คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนว่า ภาษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่คือเครื่องมือในการเรียนรู้โลกและชีวิต โดยที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่คือ “สะพาน”

ที่พาเด็ก ๆ เพลินพัฒนาก้าวออกไปสู่โลกที่กว้างขึ้นในแบบที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

———————————–

ติดตามประกาศผลคะแนนการแข่งขัน NEPA ได้ที่ช่องทางนี้ ​ ​ https://shorturl.at/M6j6a

_______________________________________________________

ติดตามบทความและภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจโรงเรียนเพลินพัฒนา 👇

https://www.facebook.com/share/p/1DRhjTD7aS/